
การวิจัยเชิงบูรณาการด้านเทคโนโลยีเพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 กรณีศึกษากรุงเทพฯ และปริมณฑล
รัฐบาลได้ประกาศให้การแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน เป็นวาระแห่งชาติตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 แต่ปัญหานี้ก็ยังถูกตั้งคำถามว่า “สาเหตุและการแก้ไขนั้นถูกต้องเหมาะสมหรือไม่” โดยเฉพาะแหล่งกำเนิดจากภาคการขนส่ง แผนงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการจัดลำดับความสำคัญของมาตรการต่าง ๆ ที่ภาครัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องดำเนินการในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยใช้แบบจำลองการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างง่าย
แบบจำลองดังกล่าวเป็นผลผลิตที่เกิดจากการเชื่อมโยงของโครงการย่อย ได้แก่ (ก) การตรวจวัดและวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี (ข) การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการจราจรกับฝุ่น และ (ค) การจำลองการกระจายตัวของฝุ่นจากแหล่งกำเนิดทั้งในและนอกพื้นที่ รวมถึงอิทธิพลของความเป็นเมือง
ผลจากการประเมินมาตรการของรัฐโดยใช้แบบจำลองการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างง่ายเพื่อลดปัญหา PM2.5 ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล พบว่า
(1) การจัดการวัสดุทางการเกษตร เช่น การทำปุ๋ยหมักและการแปรรูปฟางข้าว สามารถลดฝุ่นได้ร้อยละ 26
(2) การส่งเสริมยานพาหนะไฟฟ้า โดยเฉพาะรถขนส่งสาธารณะ ลดฝุ่นได้ร้อยละ 20
(3) การติดตั้งอุปกรณ์กรองฝุ่นดีเซล (Diesel Particulate Filter: DPF) ในรถโดยสารประจำทางและรถบรรทุก ลดฝุ่นได้ร้อยละ 18
(4) การตรวจจับควันดำ ลดฝุ่นได้ร้อยละ 4
(5) การลดปริมาณซัลเฟอร์ในน้ำมันเชื้อเพลิงเบนซิน ลดฝุ่นได้ร้อยละ 3
การดำเนินมาตรการควรเน้นที่การควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ (Source) ที่สำคัญในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้แก่ ภาคการขนส่ง ฝุ่นทุติยภูมิ/ภาคอุตสาหกรรม และการเผาในที่โล่ง ซึ่งแม้ว่าภาครัฐจะได้กำหนดมาตรการเหล่านี้ไว้บางส่วนแล้ว แต่ยังจำเป็นต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการกำหนดนโยบายหรือกฎหมาย โดยพิจารณาทั้งในมิติของแหล่งกำเนิดและมิติของเวลา และต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับแนวทาง “Next Stage and Development Measures” ของ Asian Co-benefits Partnership (ACP)
การควบคุมแหล่งกำเนิดจากภาคการขนส่งและความหนาแน่นของการจราจรในเมือง ควรพิจารณาในมิติของการทำให้การเดินทางของคนเมืองมีความปลอดภัย ประหยัด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะ ระบบนิเวศของการใช้จักรยานและการเดินเท้า สำหรับการควบคุมการเผาในที่โล่ง ควรพิจารณาในมิติของการจัดการปัญหาเศษวัสดุทางการเกษตรแบบครบวงจร (Better Management of Agricultural Crop Residues) ซึ่งถือเป็นแนวทางการจัดการคุณภาพอากาศอย่างยั่งยืน