
ปลูกป่าเศรษฐกิจพิชิตหมอกควันที่ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่
มีรายงานว่ามีการสูญเสียพื้นที่ป่าจากอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ไปเป็นจำนวนมากอย่างรวดเร็ว สาเหตุเกิดจากการเปลี่ยนแปลงระบบเกษตรจากไร่หมุนเวียนที่มีระยะเพาะปลูก 1 ปี และระยะพักแปลง 10–15 ปี ไปเป็นไร่ถาวรที่มีการใช้พื้นที่ต่อเนื่องทุกปี การใช้ที่ดินเพาะปลูกพืชชนิดเดียวซ้ำ ๆ ประกอบกับการถางแล้วเผาในรอบปี ทำให้ทรัพยากรอยู่ในสภาวะเสื่อมสภาพ การเผาเศษซากพืชหลังฤดูเพาะปลูกเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดฝุ่นควัน PM2.5 เพื่อเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนที่เกิดจากการทำเกษตรดังกล่าว โครงการ “ปลูกป่าเศรษฐกิจพิชิตหมอกควันที่ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่: กรณีศึกษาการปลูกพืชแบบผสมผสานในพื้นที่โล่งแจ้งที่ดินเสื่อมสภาพ” ได้จัดทำแปลงนำร่องวิจัยเชิงสาธิตเพื่อการปรับเปลี่ยนพื้นที่โล่งแจ้งเหล่านั้นไปเป็นสวนไม้ผลยืนต้นแบบผสมผสาน ที่มีการจัดการแบบประณีตในพื้นที่ขนาดเล็ก และใช้แรงงานในครัวเรือนเป็นหลัก โดยเริ่มทำแปลงวิจัยจำนวน 5 แปลง ในพื้นที่ ต.แม่ศึก อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ประกอบด้วย นายสมชัย จิราภาอมร พื้นที่ 6.5 ไร่ นายมีชัย ทองภูคีรีไพร พื้นที่ 4.5 ไร่ นายบรรทัย แซ่เห่อ พื้นที่ 3.5 ไร่ นายสมภพ แซ่ย่าง พื้นที่ 6 ไร่ และนายภัควัฒน์ อาชานุกูล พื้นที่ 3 ไร่ โดยมีการปลูกกล้วยน้ำว้าเป็นไม้บังร่มในระยะแรก ปลูกไม้ผลยืนต้นหนึ่งชนิดคืออะโวคาโดหรือมะม่วง และปลูกกาแฟอาราบิก้าในพื้นที่เดียวกัน มีการติดตามการจัดการแปลงของเกษตรกร เก็บข้อมูลสภาพอากาศรอบต้นพืชของแต่ละแปลง วัดการเจริญเติบโตของกาแฟและไม้ผล ผลการดำเนินงานในปีที่ 1 พบว่าแต่ละแปลงมีสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติที่ต่างกัน เช่น พิกัดทางภูมิศาสตร์ ความสูงจากระดับน้ำทะเล พืชพรรณธรรมชาติรอบ ๆ แปลง ปฏิกิริยาทางเคมีและคุณสมบัติทางฟิสิกส์ของดิน และปริมาณธาตุอาหารในดิน เกษตรกรแต่ละรายดูแลแปลงของตนเองค่อนข้างดี กล้วยน้ำว้าที่ปลูกมีอัตราการรอดตาย 89.0% อะโวคาโด 94.0% มะม่วง 99.2% และกาแฟอาราบิก้า 47.2% ณ เดือนสิงหาคม 2564 ต้นอะโวคาโดมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 2.36–7.24 ซม. ความสูง 102.0–253.2 ซม. มะม่วง 1.01 ซม. และ 51.6 ซม. กาแฟอาราบิก้า 0.80–1.61 ซม. และ 57.2–88.2 ซม. ไม่พบความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างแต่ละแปลงและแต่ละชนิดของพืช ข้อมูลอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ เดือนที่หนาวที่สุดคือเดือนธันวาคมและมกราคม วัดค่าเฉลี่ยได้ประมาณ 18°C เดือนที่ร้อนที่สุดคือเดือนพฤษภาคม วัดค่าเฉลี่ยได้ 24°C เดือนที่มีความชื้นสัมพัทธ์อากาศต่ำสุดคือเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม วัดได้ 63.0% และ 57.0% และตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน ความชื้นสัมพัทธ์สูงตลอดเวลา วัดได้เฉลี่ยประมาณ 90% แต่ละแปลงมีรูปแบบการเปลี่ยนแปลงในทิศทางเดียวกัน อาจมีความแตกต่างกันบ้างตามสภาพแวดล้อมใกล้ต้นพืช แปลงของนายสมภพ แซ่ย่าง ซึ่งมีต้นกล้วยทรงพุ่มขนาดใหญ่ อุณหภูมิต่ำกว่าแปลงอื่นในขณะที่อากาศร้อนจัด ส่วนความชื้นสัมพัทธ์ในเวลาที่ค่าของแปลงอื่นวัดได้ต่ำ แปลงนี้จะให้ค่าสูง และเมื่อค่าของแปลงอื่นสูงมาก ๆ ค่าที่วัดได้จากแปลงนี้จะต่ำกว่าแปลงอื่น
ข้อเสนอแนะ สำหรับการเปลี่ยนการเพาะปลูกจากพืชเชิงเดี่ยวไปเป็นพืชแบบผสมผสานในพื้นที่โล่งแจ้งที่ดินเสื่อมสภาพ ในปีแรกให้ปลูกไม้บังร่ม เช่น กล้วยน้ำว้า ก่อน ปีต่อมาปลูกไม้ผลและกาแฟอาราบิก้าแบบแปลงของนายสมภพ แซ่ย่าง จะให้สภาพแวดล้อมใกล้ต้นพืชดีกว่า และเปอร์เซ็นต์การรอดตายของไม้ผลและกาแฟมากกว่า
คำสำคัญ: ปลูกพืชยืนต้นทดแทนพืชล้มลุก, ระบบเกษตรผสมผสาน, ลดหมอกควัน