
การแก้ปัญหา PM 2.5 จากการเผาใบอ้อยด้วยการใช้เครื่องจักรกลเกษตร
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและพัฒนาวิธีการใช้เครื่องจักรกลเกษตรทดแทนการเก็บเกี่ยวอ้อยด้วยวิธีการเผาใบอ้อยก่อนการเก็บเกี่ยว การวิจัยแบ่งออกเป็น 3 กิจกรรม ประกอบด้วย กิจกรรมที่ 1 การสำรวจและวิเคราะห์ข้อจำกัดและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการใช้เครื่องจักรกลเกษตรในการเก็บเกี่ยวอ้อยทดแทนการเผาใบอ้อย กิจกรรมที่ 2 การศึกษาสมรรถนะและจุดคุ้มทุนของการใช้งานเครื่องจักรกลเกษตรในการเก็บเกี่ยวอ้อยที่มีการใช้งานอยู่แล้ว และ กิจกรรมที่ 3 การพัฒนารูปแบบทางเลือกสำหรับการใช้เครื่องจักรกลเกษตรทดแทนการเก็บเกี่ยวอ้อยแบบเผาใบอ้อย เพื่อเสนอแนวทางการส่งเสริมการใช้เครื่องจักรที่มีความเป็นไปได้และเหมาะสมกับเกษตรกรที่มีบริบทแตกต่างกัน ผลการวิจัยโดยสรุปพบว่า รูปแบบการใช้งานเครื่องจักรกลเกษตรที่เหมาะสมประกอบด้วย 4 รูปแบบ ดังนี้ รูปแบบที่ 1 รถตัดอ้อยขนาดใหญ่ มีระยะเวลาการคืนทุนประมาณ 6.6 ปีขึ้นไป โดยควรตัดอ้อยให้ได้ปีละ 20,000 ตันขึ้นไป เหมาะสำหรับเกษตรกรรายใหญ่ที่มีปริมาณอ้อยมากกว่า 20,000 ตัน และมีพื้นที่ปลูกอ้อยมากกว่า 2,000 ไร่ ระยะห่างจากโรงงานหรือลานรับซื้ออ้อยไม่เกิน 50 กิโลเมตร สำหรับเกษตรกรรายใหญ่ที่มีปริมาณอ้อยมากกว่า 6,000 ตัน และมีพื้นที่เพาะปลูกอ้อยมากกว่า 600 ไร่ ระยะห่างจากโรงงานหรือลานรับซื้ออ้อยไม่เกิน 50 กิโลเมตร ควรรวมกลุ่มกับเกษตรกรรายกลางในพื้นที่ใกล้เคียงที่มีปริมาณอ้อยระหว่าง 200–2,500 ตัน และมีพื้นที่เพาะปลูกอ้อยมากกว่า 20–250 ไร่ รูปแบบที่ 2 รถตัดอ้อยแบบมีกล่องร่วมกับรถคีบกล่อง มีระยะเวลาการคืนทุนประมาณ 6 ปีขึ้นไป ควรตัดอ้อยให้ได้ปีละ 6,000 ตันขึ้นไป เหมาะสำหรับเกษตรกรรายกลางที่มีปริมาณอ้อยมากกว่า 6,000 ตัน และมีพื้นที่ปลูกอ้อยมากกว่า 600 ไร่ ระยะห่างจากโรงงานหรือลานรับซื้ออ้อยไม่เกิน 80 กิโลเมตร สำหรับเกษตรกรรายกลางที่มีปริมาณอ้อยมากกว่า 2,500 ตัน และมีพื้นที่เพาะปลูกอ้อยมากกว่า 250 ไร่ ระยะห่างจากโรงงานหรือลานรับซื้ออ้อยไม่เกิน 80 กิโลเมตร ควรรวมกลุ่มกับเกษตรกรรายกลางหรือรายเล็กในพื้นที่ใกล้เคียงที่มีปริมาณอ้อยระหว่าง 200–2,500 ตัน และมีพื้นที่เพาะปลูกอ้อยมากกว่า 20–250 ไร่ รูปแบบที่ 3 เครื่องสางใบร่วมกับเครื่องตัดโคนแบบรวมกอง และรถคีบอ้อย มีระยะเวลาการคืนทุนประมาณ 5.5 ปีขึ้นไป ควรตัดอ้อยให้ได้ปีละ 800 ตันขึ้นไป
เหมาะสำหรับเกษตรกรรายกลางที่มีปริมาณอ้อยตั้งแต่ 800 ตันขึ้นไป และมีพื้นที่เพาะปลูกอ้อยมากกว่า 80 ไร่ ระยะห่างจากโรงงานหรือลานรับซื้ออ้อยไม่เกิน 50 กิโลเมตร สำหรับเกษตรกรรายเล็กที่มีปริมาณอ้อยระหว่าง 50–200 ตัน และมีพื้นที่เพาะปลูกอ้อยมากกว่า 5–20 ไร่ ระยะห่างจากโรงงานหรือลานรับซื้ออ้อยไม่เกิน 50 กิโลเมตร ควรส่งเสริมการรวมกลุ่มกับเกษตรกรรายอื่นให้ได้ผลผลิตอ้อยส่งโรงงานประมาณ 800 ตัน โดยเน้นการเพิ่มผลผลิตและควบคุมเงื่อนไขแปลงให้เหมาะสมกับเครื่องจักร รูปแบบที่ 4 เครื่องสางใบร่วมกับแรงงานคนตัดและรถคีบอ้อย มีระยะเวลาการคืนทุนประมาณ 5.1 ปีขึ้นไป ควรตัดอ้อยให้ได้ปีละ 600 ตันขึ้นไปจึงจะคุ้มทุน เหมาะสำหรับเกษตรกรรายเล็กที่มีปริมาณอ้อยตั้งแต่ 600 ตันขึ้นไป และมีพื้นที่เพาะปลูกอ้อยมากกว่า 60 ไร่ สำหรับเกษตรกรรายเล็กที่มีปริมาณอ้อยระหว่าง 10–100 ตัน และมีพื้นที่เพาะปลูกอ้อยมากกว่า 1–5 ไร่ ระยะห่างจากโรงงานหรือลานรับซื้ออ้อยไม่เกิน 50 กิโลเมตร ควรส่งเสริมการรวมกลุ่มกับเกษตรกรรายอื่นให้ได้ผลผลิตอ้อยส่งโรงงานประมาณ 600 ตัน โดยเน้นการใช้แรงงานครัวเรือน และช่องทางในการติดต่อกับผู้รับเหมารถบรรทุก 10 ล้อ เพื่อทำงานร่วมกัน หรือในกรณีที่เกษตรกรรายเล็กอยู่ห่างจากโรงงานหรือลานรับซื้ออ้อยไม่เกิน 20 กิโลเมตร อาจใช้รถบรรทุกเกษตร (รถอีแต๋น) ในการขนส่ง ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าขนส่งได้