
การวิเคราะห์คุณลักษณะ การเกิดอิทธิพลของแหล่งกำเนิด และมาตรการควบคุมที่เหมาะสม เพื่อการจัดการ Secondary particulate ในฝุ่น PM2.5 เชิงบูรณาการ
ผู้แต่ง:: รศ.ดร.สราวุธ เทพานนท์ หน่วยงาน:: มหาวิทยาลัยมหิดล ปีเผยแพร่:: 2020 ประเทศ:: ไทย ภาษา:: ไทย อีเมล:: sarawut.the@mahidol.ac.th, thepanondh@gmail.com More Detailsงานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเพื่อประเมินการเกิดฝุ่นทุติยภูมิ และสัดส่วนของ Primary และ Secondary Particulate ในฝุ่น PM2.5 เพื่อวิเคราะห์และบ่งชี้อิทธิพลของแหล่งกำเนิดที่มีต่อระดับความเข้มข้นของ Secondary Particulate และเพื่อประเมินความเหมาะสมและจัดลำดับความสำคัญของมาตรการในการควบคุมแหล่งกำเนิดของ Secondary Particulate โดยใช้ข้อมูลที่ได้จากการตรวจวัดโดยตรงในบริเวณพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ประเทศไทย แบ่งพื้นที่ศึกษาออกตามการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็น 3 ลักษณะ ได้แก่ พื้นที่ทั่วไป พื้นที่จราจร และพื้นที่อุตสาหกรรม โดยใช้ข้อมูลการตรวจวัดในช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2563 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564
ผลการศึกษาพบว่า แหล่งที่มาของซัลเฟต (sulfate) และไนเตรต (nitrate) ในฝุ่น PM2.5 มาจาก แหล่งกำเนิดประจำที่(stationary source เช่น โรงงานอุตสาหกรรม) และ แหล่งกำเนิดเคลื่อนที่ (mobile source) เป็นส่วนใหญ่ ในส่วนของการหาสัดส่วน Primary และ Secondary Particulate โดยการวิเคราะห์องค์ประกอบของ Organic Carbon (OC) และ Elemental Carbon (EC) พบว่า ฝุ่น PM2.5 ของจุดเก็บตัวอย่างทั้ง 3 จุดในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เป็น Secondary Particulate ประมาณ 76.22 – 77.65% และแหล่งกำเนิดหลักของฝุ่น PM2.5 ของจุดเก็บตัวอย่างทั้ง 3 จุดในพื้นที่ดังกล่าวมาจากไอเสียที่เกิดจากการใช้น้ำมันเบนซินเป็นเชื้อเพลิง หรือการใช้ก๊าซ LPG ในโรงงาน
สำหรับผลการวิเคราะห์และการบ่งชี้อิทธิพลของแหล่งกำเนิดที่มีผลต่อระดับความเข้มข้นของ Secondary Particulate พบว่า สารประกอบอินทรีย์ระเหยง่ายที่ก่อให้เกิดละอองลอยอินทรีย์ทุติยภูมิ (Secondary Organic Aerosol) ในปริมาณมากที่สุดในพื้นที่ทุกประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล คือ โทลูอีน โดยค่าศักยภาพในการสร้างละอองลอยอินทรีย์ทุติยภูมิ (SOAP) ของสารโทลูอีนนี้คิดเป็น 67 – 80% ของทั้งหมด
ผลการวิเคราะห์โดยโมเดล PMF ชี้ให้เห็นว่า ในภาพรวมพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีแหล่งกำเนิดหลักจากไอเสียยานพาหนะ คิดเป็น 61.03% หากพิจารณาแยกตามประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินพบว่า การระเหยของเชื้อเพลิงเป็นแหล่งกำเนิดหลักในพื้นที่ทั่วไป คิดเป็น 28.58% พื้นที่จราจรมีแหล่งกำเนิดหลักมาจากไอเสียยานพาหนะ 67.70% และพื้นที่อุตสาหกรรมมีแหล่งกำเนิดหลักมาจากการเผาไหม้ในอุตสาหกรรม 39.97% นอกจากนี้ยังพบแหล่งกำเนิดจากการเผาชีวมวลและการประกอบอาหารร่วมด้วย แต่อยู่ในปริมาณที่น้อย
ผลการประเมินความเหมาะสมและจัดลำดับความสำคัญของมาตรการในการควบคุมแหล่งกำเนิดของ Secondary Particulate โดยพิจารณาจากการวิเคราะห์ผลประโยชน์ต่อต้นทุน (B/C ratio) พบว่า มาตรการการเปลี่ยนรถจักรยานยนต์เป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในสัดส่วน 14% เป็นมาตรการที่คุ้มค่าและเหมาะสมมากที่สุด โดยมาตรการนี้จะก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐศาสตร์มากกว่าต้นทุนการดำเนินการถึง 3.88 เท่า